เมื่อลูกเป็นโรคลมชัก

⦁ โรคลมชักคืออะไร ?
โดยส่วนใหญ่แพทย์จะวินิจฉัยโรคลมชัก ถ้าผู้ป่วยมีอาการชักที่เกิดขึ้นซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป โดยที่ไม่มีสิ่งกระตุ้น (Unprovoked Seizure) กล่าวคือ ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ไม่สบาย หรือมีไข้ ส่งผลให้มีอาการเปลี่ยนแปลงทางกาย และอาจส่งผลต่อความรู้สึกตัวร่วมด้วย
⦁ โรคลมชักในเด็กเกิดจากสาเหตุใด เหมือนกับสาเหตุโรคลมชักในผู้ใหญ่รึไม่?
สาเหตุของโรคลมชักในเด็กและผู้ใหญ่แตกต่างกัน โดยพบว่า สาเหตุโรคลมชักในผู้ใหญ่ มักจะเกิดจากพยาธิสภาพในสมอง เช่น สมองขาดเลือด, เนื้องอกในสมอง เป็นต้น ในขณะที่กว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักมักไม่ปรากฏสาเหตุ มีเพียง ร้อยละ 30 เท่านั้น ที่หาสาเหตุของโรคลมชักในเด็กได้
⦁ ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาโรคลมชักในเด็ก วิธีใดบ้าง?
การรักษาโรคลมชักในเด็กมีหลายวิธี จะเลือกการรักษาด้วยวิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งนี้แพทย์จะต้องให้ข้อมูลผู้ปกครอง เพื่อมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรักษาร่วมกัน ตัวอย่างวิธีการรักษาโรคลมชัก ได้แก่
⦁ การรักษาโดยการให้ยากันชัก
เป็นวิธีหลักในการดูแลรักษาโรคลมชัก ในปัจจุบัน มียากันชักหลายชนิด อาจแบ่งง่ายๆ เป็น ยากันชักดั้งเดิม และยากันชักกลุ่มใหม่ ซึ่งหลักในการพิจารณาว่าจะเลือกใช้ตัวใด ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ประสิทธิภาพของยาต่ออาการชัก อายุของผู้ป่วย คุณสมบัติของยา ผลข้างเคียง ราคายา เป็นต้น
⦁ การรักษาด้วยอาหารคีโตน (ketogenic diet)
การรักษาด้วยวิธีนี้ มักจะเลือกเป็นวิธีเสริมในกรณีที่ยังคุมอาการชักไม่ได้ด้วยยากันชัก หลักการคือ การให้ผู้ป่วยทานอาหารคีโตนที่มีส่วนประสม ประกอบไปด้วย ไขมันปริมาณสูง และคาร์โบไฮเดรตขนาดต่ำ เพื่อทำให้เกิดภาวะคีโตนเกินในร่างกาย และพบว่า มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งสามารถควบคุมอาการชักได้ดีขึ้น
⦁ การฝังอุปกรณ์ไฟฟ้ากระตุ้นประสาทสมองเส้นที่ 10 (Vagus nerve stimulation: VNS)
มักใช้เป็นการรักษาเสริมเช่นกัน ในโรคลมชักที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา และ ไม่สามารถผ่าตัดได้ หลักการคือ การฝังอุปกรณ์ที่บริเวณใต้ผิวหนังที่หน้าอกข้างซ้าย (ดังรูปที่ 1) และจะมีสายต่อส่งสัณญาณไปกระตุ้นกับเส้นประสาทคู่ที่ 10 กลไกการทำงานยังไม่ทราบชัดเจน แต่พบว่า สัมพันธ์กับการเพิ่มการไหลเวียนไปยังสมองส่วนthalamus และยังเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาท (neurotransmitter) ส่งผลให้สามารถควบคุมอาการชักได้
⦁ การรักษาด้วยการผ่าตัด
เนื่องจากผู้ป่วยโรคลมชักจะตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาประมาณร้อยละ 70-80 เท่านั้น ผู้ป่วยอีกร้อยละ 20-30 จะยังมีอาการชักแม้ว่าจะให้ยากันชักหลายชนิด โดยพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ตอบสนองต่อยากันชัก ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ควรต้องมาประเมินว่า สามารถบำบัดด้วยการผ่าตัดได้รึไม่ เพราะถ้าเป็นโรคลมชักที่เหมาะสมกับการผ่าตัด การผ่าตัดจะช่วยให้คุมชักได้ดีขึ้น หรือหายขาดได้สูงถึง ร้อยละ 25-70 และยิ่งทำการผ่าตัดได้เร็ว ก็ยิ่งส่งผลดีต่อการผ่าตัดอีกด้วย
⦁ ผู้ป่วยโรคลมชักกลุ่มใดบ้าง ที่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดโรคลมชักได้?
⦁ ผู้ป่วยที่มีรอยโรคในสมอง เช่น โรคเนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดผิดปกติในสมอง
⦁ ผู้ป่วยที่มีเนื้อสมองผิดปกติตั้งแต่กำเนิด
⦁ ผู้ป่วยมีพยาธิสภาพที่สมองกลีบขมับส่วนใน (hippocampal sclerosis)
⦁ ผู้ป่วยที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะ แต่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากันชัก 2 ชนิดขึ้นไป และอาการชักมีผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ แม้ว่าจะไม่มีรอยโรคจากการตรวจ MRI หรือ มีคลื่นชักกระจายหลายตำแหน่งในสมอง ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะผ่าตัดไม่ได้ แต่ด้วยวิวัฒนาการการผ่าตัดได้ก้าวหน้าไปมาก มีเทคนิคการตรวจทางห้องปฎิบัติการหลายอย่างเพื่อสามารถหาตำแหน่งกำเนิดชัก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจการไหลเวียนของเลือดไปที่สมองด้วยสารไอโซโทป (SPECT scan) การตรวจหน้าที่สมองด้วย positron emission tomography (PET Scan), การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ 3 มิติ (voxel-based morphometric: VBM) เป็นต้น (ดังรูปที่ 2)
นอกจากนี้ ปัจจุบัน วิธีการผ่าตัดเองก็ก้าวหน้ามาก และหาจุดกำเนิดชักได้ละเอียดเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
⦁ การจับจุดชักโดยการวางขั้วไฟฟ้าที่ใต้เยื่อหุ้มสมองส่วนดูรา (subdural electrode) (ดังรูปที่ 3)เป็นผ่าตัดที่ตรวจคลื่นชักบนผิวสมองที่แม่นยำกว่าการตรวจแบบวางขั้วไฟฟ้าบนหนังศีรษะปกติ
⦁ การผ่าตัดโดยการฝังขั้วไฟฟ้าลงไปในเนื้อสมอง (Stereoelectroencephalography: SEEG) (ดังรูปที่ 4)เป็นการผ่าตัดที่ใหม่ต่อประเทศไทย มีข้อดีคือ สามารถตรวจหาจุดชักในตำแหน่งของสมองที่ลึกได้ดี และยังสามารถหาจุดกำเนิดชักแบบชนิดแพร่กระจายได้ วิธีนี้ ไม่จำเป็นต้องเปิดกะโหลกศีรษะ จึงเสียเลือดน้อย พักฟื้นไวและมีความปลอดภัยสูง

จะเห็นได้ว่า โรคลมชักในเด็กสามารถรักษาให้หายขาดได้ และการรักษาก็มีหลากหลายวิธี ส่วนจะเลือกการรักษาแบบใดนั้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางโรงพยาบาล และแพทย์ที่ดูแลบุตรหลานของท่าน
รูปที่ 1 การฝังอุปกรณ์ไฟฟ้ากระตุ้นประสาทสมองเส้นที่ 10

รูปที่ 2 การตรวจหาจุดกำเนิดชักด้วยวิธีต่างๆ

รูปที่ 3 การจับจุดชักโดยการวางขั้วไฟฟ้าที่ใต้เยื่อหุ้มสมองส่วนดูรา (subdural electrode)

รูปที่ 4 การผ่าตัดโดยการฝังขั้วไฟฟ้าลงไปในเนื้อสมอง(Stereoelectroencephalography: SEEG)